ร่วมอวยพรวันคล้ายวันเกิด
ท่านผู้อำนวยการ คลิ๊ก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
   
 

      เด็กที่มีปัญหาสมาธิสั้น ได้รับการบรรยายในวารสารการแพทย์อย่างเป็นทางการเมื่อเกือบ 100 ปีแล้ว คือ ในปี ค.ศ. 1902
นายแพทย์ Still ได้บรรยายถึงเด็กกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีปัญหาซนและสมาธิสั้น เขาพบว่าสาเหตุเกิดจาก ปัญหาทางสมอง
และไม่ได้มีสาเหตุจากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง ต่อมาประมาณ ปี ค.ศ.1937 ได้มีการใช้ยากระตุ้นสมาธิในการรักษาโรคสมาธิสั้น จากนั้นถึงปัจจุบัน โรคนี้ก็ได้รับการศึกษามากขึ้น บางคนเชื่อว่า เกิดจากการกินอาหารบางชนิด เช่น สีแต่งอาหาร น้ำตาล ฯลฯ บางคนคิดว่าเกิดจากการเลี้ยงดู บางคนก็ว่าโรคนี้ไม่มีจริง เราลองมาดูว่า ในปัจจุบันวงการแพทย์เชื่อกันว่าอย่างไร
      ปัจจุบันนี้ วงการแพทย์ได้ศึกษาและพบว่าโรคนี้มีจริง และมีมากด้วยคือประมาณ 2-5% ของเด็กวัยเรียนเป็นโรคนี้
นั่นคือ ห้องเรียนหนึ่งจะมีเด็กเป็นโรคสมาธิสั้นประมาณ 1-2 คน คำว่า" สมาธิสั้น " ทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าเด็กมีปัญหาสมาธิ แต่ในความเป็นจริงแล้ว งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัญหาของเด็กที่เป็นโรคนี้มิใช่อยู่ที่การควบคุมสมาธิ เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การควบคุมตนเองในหลายด้าน เช่น สมาธิอารมณ์การเคลื่อนไหว ฉะนั้นเด็กที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็น" โรคสมาธิสั้น"จึงมักมีอาการร่วมหลายอย่าง
นอกจากสมาธิบกพร่อง เด็กมักจะซนใจร้อน ไม่เป็นระเบียบ ฯลฯ



โรคสมาธิสั้นและ/หรือซน ( Attention Deficit Hyperactive Disorder )ADHD

สมาคมจิตแพทย์ของสหรัฐอเมริกาได้ให้เกณฑ์การวินิจฉัยดังนี้

อาการของโรค

1. สมาธิสั้น

     1.1 อาการมักปรากฏออกมาในรูปของการไม่ใส่ใจในรายละเอียดเวลาทำงานหรือเรียน
           หรือการทำกิจกรรมต่างๆ มักทำผิดบ่อยๆ ไม่ค่อยระวัง เลินเล่อ
     1.2 ไม่สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมใดได้นาน ยกเว้นกิจกรรมที่ชอบมาก เช่น ดูวีดีโอ เป็นต้น
     1.3 ดูเหมือนไม่ฟังเวลาผู้อื่นพูดด้วย ทำให้ดูเหมือนไม่ใส่ใจหรือดื้อ
     1.4 เวลาทำอะไรมักทำไม่สำเร็จ เพราะว่าลืมหรือไม่ใส่ใจ ไม่ใช่เกิดจากการต่อต้านหรือไม่เข้าใจคำสั่ง
     1.5 มีปัญหาในการจัดลำดับหรือระเบียบในกิจกรรมต่างๆ
     1.6 มักหลีกเลี่ยงไม่ชอบหรือไม่อยากทำงานที่ต้องใช้สมาธินาน เช่น การบ้าน หรืองานที่ครูให้ทำ
     1.7 มักทำของหายเป็นประจำ เช่น ของเล่น ปากกา ดินสอ หนังสือ ฯลฯ
     1.8 วอกแวกตามสิ่งเร้าภายนอกง่าย เช่น เวลาอยู่ในห้องเรียนจะหันตามเสียงภายนอก เช่น เสียงรถได้ง่าย
     1.9 หลงลืมง่าย สอนไม่ค่อยจำ

2. ซน - รอไม่ได้ - ไม่คิดก่อนทำ

     2.1 มักขยุกขยิก แขนขาอยู่ไม่สุข เคาะโน่น เกานี่ ขณะนั่งเรียน
     2.2 มักลุกเดินหรือไม่สามารถอยู่นิ่งได้ แม้ในเวลาที่จำเป็นต้องนั่งเฉยๆ
     2.3 วิ่งหรือปีนป่ายเกินความจำเป็น
     2.4 เล่นไม่เป็น เพราะทำตามกฎเกณฑ์ไม่ได้ รอไม่ได้ เล่นแรงเกินไป
     2.5 เคลื่อนไหวตลอดเวลามีแต่จะไปไม่ยอมหยุด
     2.6 มักพูดมาก
     2.7 มักตอบคำถามก่อนที่ครูหรือพ่อแม่จะถามเสร็จ
     2.8 รอคิวตัวเองไม่ได้ มักแซงคิว
     2.9 ชอบแทรกเวลาพูดคุยหรือชอบแซงเวลาเล่นกับผู้อื่น

อาการ ข้างต้นจะต้องพบมากกว่า 1 สถานการณ์ เช่น พบทั้งที่โรงเรียนและที่บ้านและจะต้องมีผลขัดขวางการเรียน
การคบเพื่อนจะทำให้เกิดปัญหา เด็กบางคนมีอาการมากโดยเฉพาะข้อ 1 คือ สมาธิสั้นอย่างเดียว บางคนอาการมากในข้อ 2 คือ
ซนด้วย บางคนมีอาการมากทั้ง 2 ข้อ

สาเหตุของโรค

     1. พันธุกรรม มักพบว่าเด็กมีพ่อหรือญาติที่ตอนเด็กๆ ซน ใจร้อน หรือเป็นโรคนี้ ถ้าเป็นฝาแฝดก็มักเป็นโรคนี้ทั้งคู่
     2. มีปัญหาทางสมองมาก่อน เช่น เคยเป็นไข้สมองอักเสบ มีอุบุติเหตุทางสมอง โรคลมชัก ฯลฯ
     3. หาสาเหตุไม่ได้แน่ชัด การศึกษาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่พบว่า เด็กที่ป่วยเหล่านี้มีความผิดปกติของสมองส่วนหน้า ( Frontal lobes)          ทำให้เด็กมีความผิดปกติในการหยุดยั้งหรือควบคุมตนเองคล้ายกับรถทีห้าม ล้อ(เบรก) ไม่ดี ทำให้หยุดไม่ได้ หุนหัน          หรือคุมสมาธิให้จดจ่อกับงานใดงานหนึ่งได้ไม่นาน, หงุดหงิดง่าย
         โรคนี้ไม่ ได้เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่ดี แต่การเลี้ยงดูที่ไม่ดี ทำให้เด็กมีอาการคล้ายโรคนี้ และในเด็กที่เป็นโรคนี้          การเลี้ยงดูอย่างไม่ถูกต้องจะทำให้เด็กมีอาการมากขึ้น
         เด็กไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนี้ เขาเป็นมาตั้งแต่เกิด ถามคุณแม่ดู คุณแม่หลายคนจะบอกว่า " ดิ้นเก่งตั้งแต่อยู่ในท้อง เดินเร็ว          พอเดินได้ก็ซนมาก " " ไปโรงเรียนอนุบาลเขาก็ไม่อยากรับ เพราะซนมาก พอเข้าเรียนประถมก็เรียนแย่ ครูบอกว่าดื้อ ไม่ตั้งใจเรียน "
         ส่วนมากพ่อแม่ คุณครูหรือเพื่อนไม่เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเด็กป่วย เด็กไม่ได้อยากเป็นไม่ได้แกล้ง ผู้ใหญ่มักจะโทษเด็ก เข้มงวดมากเกินไป          บางครั้งเกิดความเครียด และส่งเสียงดังกับเด็ก ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองเป็นคนไม่ดี ประเมินค่าตัวเองต่ำ          ทำให้มีโรคซึมเศร้าหรือเกเรตามมาอีกยิ่งทำให้เป็นปัญหามากขึ้น

พ่อแม่ที่มีลูกสมาธิสั้นมักจะบ่นดังนี้

         • พูดเข้าหูซ้าย ออกหูขวา สงสัยหูไม่ดี ขอหมอช่วยตรวจการได้ยินหน่อย
         • สอนสูตรคูณ สะกดคำเมื่อคืน ตอนเช้าลืมหมด
         • ของเอาไปโรงเรียน หายทุกวัน
         • จะว่าสมาธิสั้นก็ไม่ใช่ ดูรายการการ์ตูนได้เป็นชั่วโมง
         • เหมือนเหม่อลอยเก่ง ฝันกลางวัน
         • ถ้าทำการบ้านแล้วไม่เฝ้าอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่มีวันเสร็จ
         • ตอนเด็ก ๆ อยู่อนุบาลซนมาก คลาดสายตาไม่ได้เลย
         • ไม่รู้จักจดจำ เกิดเรื่องซ้ำแล้วซ้ำอีก
         • เหมือนไม่รู้สึกเจ็บปวด
         • ไปบ้านคนอื่นทำของเขาพังหมด ของเล่นที่บ้านก็พังทุกชิ้น
         • ถูกชักจูงง่าย มักจะถูกกล่าวโทษอยู่เรื่อย
         • ที่โรงเรียนเด็กคนอื่นมักล้อเขา เพราะรู้ว่าจะโกรธง่าย
         • อารมณ์เสียง่ายมาก
         • เหมือนพ่อเลย
         • ตอนอยู่ในท้องดิ้นมาก พอเกิดมาเดินได้ก็ซนมากเลย
         • เสียงดัง ชอบขัดจังหวะ
         • ไม่กล้าพาไปตลาด หรือห้างสรรพสินค้า
         • ชอบออกไปเล่นข้างนอก ไม่ชอบเล่นอะไรนิ่งๆ
         • ย่าบอกว่าเหมือนผมตอนเด็กๆเลย
         • ไม่รู้จักพอ ขอไม่หยุด
         • ถ้าบอกว่าวันเสาร์หน้าจะพาไปเที่ยว ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์จะถามเซ้าซี่ไม่หยุดหย่อนซ้ำซาก
         • เวลาฉันอยู่กับเขา อารมณ์เสียง่ายมาก เครียดมาก
         • เล่นกับเพื่อนไม่เป็น เด็กคนอื่นไม่เล่นด้วยหนีหมด
         • ทุกคนที่โรงเรียนรู้จักเขาหมด แต่ไม่มีใครชอบเขา
         • วุ่นวาย การวิ่ง การเดินไม่เหมือนเด็กอื่น สะดุดหกล้มง่ายมาก
         • เลอะเทอะ ไม่มีระเบียบ เสื้อหลุดลุ่ย ชอบทำอะไรหลายๆอย่างพร้อมๆกัน
         • บางวันก็ดี บางวันก็แย่มาก
         • ต้องคอยอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา เวลาที่ทำการบ้าน
         • ครูเขาว่าฉลาดทำได้ แต่ไม่ยอมทำ
         • ดื้อจริงๆสอนเท่าไรก็ไม่จำ
         • เขาชอบคิดว่าตัวเองโง่ ไม่เก่ง ไม่ดี
         • ไม่ค่อยพยายามทำ ท้อใจง่าย ใจไม่สู้

เด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น อาจมีปัญหาอื่นๆ ร่วมด้วยได้ง่ายคือ

         1. มีปัญหาเรื่องการเรียนเฉพาะอย่าง เช่น การอ่าน การคำนวณ หรือภาษา มีปัญหาเรื่องความประพฤติไม่ดี เช่น ต่อต้าน ก้าวร้าว เกเร
         2. มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า

เด็กเป็นหรือเปล่า

         ความจริงเด็กเป็นมาตั้งแต่ยังเล็ก แต่มาแสดงปัญหาชัดเจนในวัยเรียน เพราะตอนเด็กถ้าไม่ซนมากจนเกินไป ผู้ใหญ่มักยอมรับได้ ประกอบกับในวัยเด็กเล็กยังไม่จำเป็นต้องอยู่นิ่งเหมือนกับในวัยเรียนหากผู้ ปกครองหรือครูสงสัยว่าเด็กจะเป็นโรคนี้ อาจจะลองทำ แบบประเมินพฤติกรรมดู
         ถ้ารู้สึกว่าเด็กอาจเป็นโรคนี้ คงต้องพาไปหาจิตแพทย์เด็ก หรือหมอเด็ก จะช่วยวินิจฉัยได้ การวินิจฉัยได้จากประวัติข้างต้น แพทย์อาจต้องสอบถามประวัติจากครูด้วย อาจต้องอาศัยนักจิตวิทยาทดสอบสติปัญญาเด็ก และตรวจดูว่ามีความผิดปกติด้านอื่นหรือไม่ ที่สำคัญคือ แพทย์ต้องวินิจฉัยแยกโรคให้ได้ว่า อาการสมาธิสั้นหรือซน ไม่ได้เกิดจากภาวะอื่น เช่น เป็นเด็กซนปกติ ปัญญาอ่อน ออทิสติก ครอบครัวแตกแยก มีปัญหาทางอารมณ์ เช่น วิตกกังวล หรือซึมเศร้า ฯลฯ ดังนั้น การวินิจฉัย ต้องอาศัยประวัติเป็นสำคัญ

เด็กอาจไม่แสดงอาการ ถ้าอยู่ในสถานการณ์ ดังต่อไปนี้

         1. อยู่ด้วยกันหนึ่งต่อหนึ่ง ทำให้ไม่พบเห็นอาการขณะที่แพทย์ตรวจ
         2. อยู่ในสถานการณ์ที่แปลกใหม่
         3. ถูกขู่ให้หยุด

การรักษาโรคสมาธิสั้น ( ADHD)

พ่อแม่ที่มีลูกเป็นโรคนี้มักจะเครียด รู้สึกผิด รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถในการดูแลเด็กที่เป็นโรคนี้ พ่อแม่มีทางเลือก 3 ทาง

         1. อยู่เฉยๆ เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร
         2. ปฏิบัติกับลูกเหมือนเด็กคนอื่น ไม่ยืดหยุ่น ฝึกวินัยให้เข้มต่อไปเด็กก็ดีเอง
         3. ยอมรับว่าเขาป่วย ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ที่จะช่วยเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กที่เป็นโรคนี้

การักษาด้วยยา

         ยา เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดของการรักษา ร่วมกับการทำพฤติกรรมบำบัด และความร่วมมือในการปฏิบัติต่อเด็ก จากครูที่โรงเรียน
และพ่อแม่ที่บ้าน เด็กสมาธิสั้นที่รับประทานแต่ยา แต่พ่อแม่หรือครูไม่ช่วยเด็กทางอื่นเลย ยาก็ได้ผลไม่เต็มที่ส่วนมากถ้าเด็กเจ็บป่วย
ด้วยโรคทางกาย พ่อแม่มักจะยอมรับและเต็มใจให้เด็กรับประทานยา แต่ถ้าเด็กเป็นโรคสมาธิสั้น พ่อแม่มักคิดว่าเด็กไม่สมควรรับประทานยา เพราะยังไม่เข้าใจว่า สมองก็เป็นอวัยวะหนึ่งซึ่งเจ็บป่วยได้เหมือนกัน ดังนั้นพ่อแม่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อประโยชน์
ในการดูแลรักษาต่อไป
         ยาที่ใช้รักษาโรคสมาธิสั้นมีหลายชนิด ชนิดที่ใช้บ่อยและได้ผลดีที่สุด คือ ยากระตุ้นสมาธิ ( CNS Stimulants) ซึ่งมีหลายอย่าง
ยา ที่ใช้กันบ่อยที่สุด คือ Methylphenidate ยานี้ไม่ใช่ยากล่อมประสาท ไม่ทำให้เกิดการเสพติด ในเด็กที่เป็นโรคนี้ ถ้าเลิกใช้ก็ไม่สะสมในร่างกาย มีความปลอดภัยสูงผลข้างเคียงที่สำคัญ คือ เบื่ออาหาร นอนยาก ซึ่งเป็นไม่นานก็หาย ยานี้ไม่ได้รักษาความดื้อหรือความก้าวร้าว แต่ทำให้เด็กมีสมาธิดีและนานขึ้น อยู่นิ่งมากขึ้น โดยออกฤทธิ์ผ่านสมอง เด็กส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้ จะตอบสนองตัวยานี้ได้ดี
ยาอยู่ในร่างกายประมาณ 3-5 ชั่วโมง ก็ถูกขับออกหมด โดยปกติแพทย์จะให้ยาเด็กตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ผู้ปกครองบางท่านมักจะบอกว่า ใช้ยาไม่ได้ผล เพราะเห็นเด็กตอนบ่ายหลังกลับจากโรงเรียน ซึ่งยาหมดฤทธิ์ไปแล้ว การประเมินผลการรักษา จึงต้องอาศัยรายงานจากคร
ูซึ่งอยู่กับเด็กในขณะที่ยากำลังออกฤทธิ์ ฉะนั้นในการรักษาแพทย์อาจจะค่อยๆปรับยา โดยให้ตอนเช้าและตอนกลางวัน
อาจเพิ่มตอนบ่ายอีกเล็กน้อย ขอให้ผู้ปกครองปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด หากเด็กไม่ตอบสนองต่อยานี้ ก็ยังมียาตัวอื่นอีกหลายตัวซึ่งใช้ได้ดี
การ วิจัยพบว่า การปรับหาขนาดยาที่เหมาะสมในเด็กแต่ละคนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ
          ฉะนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กจึงควรประเมินผลการรักษาอย่างเป็นระบบและเป็นธรรม

พ่อแม่ช่วยเหลือเด็กที่บ้านได้อย่างไร

         1. ยอมรับและเข้าใจว่าเด็กป่วย มีความยืดหยุ่น คาดหวังเด็กตามความเป็นจริง
         2. มีตารางเวลาที่แน่นอน เด็กเหล่านี้จะยิ่งสมาธิสั้นลง ถ้าหากที่บ้านปล่อยปละละเลย ไม่มีตารางเวลาหรือกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
         3. คงเส้นคงว่าในการปฏิบัติต่อเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการฝึกวินัย
         4. อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่
         5. ตั้งอยู่ในความสงบอย่าหงุดหงิดง่าย
         6. อย่าต่อล้อต่อเถียงกับเด็ก ให้รางวัลเมื่อเด็กทำดีทันที
         7. ให้ทำกิจกรรมครั้งละสั้นๆ ให้เหมาะกับสมาธิเด็ก แล้วค่อยๆเพิ่มระยะเวลาขึ้น
         8. ท่องคาถาว่า " อดทนเข้าไว้ " เด็กเหล่านี้ฝึกไม่ง่ายแต่ก็ฝึกได้ ขอให้มีความมั่นคงทางใจและอดทน
         9. ปรึกษา จิตแพทย์เด็กอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการปรับพฤติกรรมของเด็ก
            เพราะการรักษาและคำแนะนำที่ให้กับเด็กแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป

คำแนะนำสำหรับครูในการปฏิบัติต่อเด็กสมาธิสั้นที่โรงเรียน

ขณะอยู่ในห้องเรียนเด็กมักสนใจเรียนไม่ได้นาน เหม่อลอย วอกแวก แหย่เพื่อน รบกวนคนอื่นๆ ไม่ตั้งใจเรียน ผลการเรียนไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งที่เด็กบางคนฉลาด ถูกตักเตือนหรือลงโทษบ่อย ถูกตำหนิว่าเป็นเด็กดื้อ

คุณครูสามารถให้ความช่วยเหลือเด็กได้ดังนี้

การช่วยเรื่องปัญหาเรื่องสมาธิสั้น

         1. ตำแหน่ง โต๊ะเรียน ไม่ควรให้เด็กนั่งติดหน้าต่างหรือประตู เพราะเด็กวอกแวกเสียสมาธิง่าย ควรให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู             เพื่อคุณครูจะได้สามารถเตือนเรียกสมาธิเด็กได้ และให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่เรียบร้อย ไม่ชอบเล่นไม่ชอบคุยระหว่างเรียน
         2. เมื่อเห็นว่าเด็กหมดสมาธิจริงๆ ควรให้เด็กมีกิจกรรมที่เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ควรอนุญาตให้เด็กลุกจากที่ได้บ้าง แต่ในทางสร้างสรรค์ เช่น             ให้ไปล้างหน้า หรือมาช่วยคุณครูลบกระดาน หรือช่วยแจกสมุด เป็นต้น จะช่วยลดความเบื่อของเด็กลงและเรียนได้นานขึ้น
         3. ในกรณีที่เด็กสมาธิ สั้นมาก สามารถใช้วิธีลดระยะเวลาในการทำงานให้สั้นลง แต่ทำบ่อยกว่าคนอื่น โดยเน้นในเรื่องความรับผิดชอบ              และความสามารถในการทำงานให้สำเร็จแม้ว่าจะต้องใช้เวลาหลายครั้ง
         4. การ สื่อสารกับเด็ก ควรสังเกตว่า เด็กอยู่ในภาวะที่พร้อมหรือมีสมาธิที่จะให้ความสนใจสิ่งที่คุณครูกำลังจะพูด อยู่หรือไม่              หากสนใจอยู่ก็สามารถพูดกับเด็กโดยใช้คำพูดที่กระชับได้ใจความชัดเจนได้ทันที หากเด็กกำลังอยู่ในช่วงเหม่อ วอกแวก              หรือไม่ได้สนใจควรเรียกหรือแตะตัวอย่างนุ่มนวลให้เด็กรู้สึกตัว และหันมาสนใจเสียก่อนจึงสื่อกับเด็ก              ในเด็กทีมีสมาธิสั้นบางครั้งเพียงใช้การบอก เรียก หรืออธิบายอย่างเดียว เด็กอาจไม่ฟังหรือไม่ทำตาม              คุณครูจะต้องเข้าไปหาเด็กและใช้การกระทำร่วมด้วย เพื่อให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่ครูต้องการ เช่น เมื่อต้องการให้เด็กเขามาในห้องเรียน              หากใช้วิธีเรียกประกอบกับการโอบหรือจูงตัวเด็กให้เข้าห้องด้วย จะได้ผลดีกว่าการเรียกเด็กอย่างเดียว              ซึ่งวิธีนี้เป็นการฝึกให้เด็กรับฟังและปฏิบัติตามผู้ใหญ่ได้ดีขึ้นในเวลาต่อมา

การช่วยเรื่องปัญหาพฤติกรรม

         1. บรรยากาศ ที่เข้าใจและเป็นกำลังใจจะช่วยให้เด็กพยายามปรับปรุงตัวเองมากขึ้น ควรให้ความสนใจและชื่นชมเมื่อเด็กมีพฤติกรรมที่ดี              เช่น สนใจเรียนได้นาน ไม่รบกวนเพื่อน ช่วยงานครู พยายามทำงาน และเมื่อเด็กทำผอดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ควรใช้คำพูดปลอบใจ              มีท่าทีเห็นใจ แนะนำวิธีแก้ไข
         2. ไม่ประจาน ประณามหรือตราหน้าว่าเป็นเด็กไม่ดี และไม่ลงโทษเด็กด้วยความรุนแรง หากเป็นพฤติกรรมจากโรคสมาธิสั้น/ซน              เพราะเด็กคุมตัวเองได้ไม่ดี เช่น ซุ่มซ่าม ทำของเสียหาย หุนหันพลันแล่น แต่ควรจะปราม              เตือนและสอนอย่างสม่ำเสมอว่าพฤติกรรมใดไม่เหมาะสม และพฤติกรรมที่เหมาะสมคืออะไร เปิดโอกาสให้เด็กได้แก้ไขด้วยตนเอง เช่น              เก็บของเข้าที่ใหม่ ชดใช้ของที่เสียหาย หรือลงโทษเมื่อทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
         3. เด็กอาจมีปัญหาการปรับตัวเข้า กับเพื่อน เพราะเด็กมักจะใจร้อน หุนหัน เล่นแรง ในช่วงแรกอาจต้องอาศัยคุณครูช่วยให้คำตักเตือน              แนะนำด้วยท่าทีที่เข้าใจ เพื่อให้เด็กปรับตัวได้และเข้าใจกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกับผู้อื่น

การช่วยเรื่องปัญหาการเรียน

             เด็ก สมาธิสั้นมักมีปัญหาการเรียนจากภาวะสมาธิสั้นเอง หรือ จากภาวะที่สมองมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้วย นอกเหนือจากสมาธิสั้น              เนื่องจากเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น/ซน นี้พบว่าประมาณ 25- 50% จะมีความบกพร่องด้านการเรียนรู้เฉพาะด้านได้ เช่น การอ่าน              การสะกดคำ การคำนวณเป็นต้น เด็กต้องการความเข้าใจและช่วยเหลือจากคุณครูเพิ่มเติมเป็นพิเศษ

สรุปการรักษา

         1. การให้ยาเพิ่มสมาธิ มีความสำคัญมากในเด็กที่เป็นโรคนี้
         2. การ ส่งเสริมให้มีสมาธินาน โดยไม่ใช้ยาโดยวิธีการต่างๆ ไม่ทำหลายกิจกรรมในเวลาเดียวกัน เช่น ไม่ดูทีวีและกินข้าว              เล่นของเล่นทีละอย่าง เล่นเสร็จอย่างหนึ่งจึงจะเปลี่ยนไปเล่นอีกอย่างหนึ่ง แจกกระดาษให้เด็กวาดหรือเขียนทีละแผ่น ฯลฯ              ถ้าเด็กทำได้ดีก็ให้คำชมเชยหรือให้รางวัล
         3. ปรับสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับสมาธิเด็ก เช่น ให้นั่งแถวหน้าใกล้ครู ให้งานทำทีละน้อยแล้วค่อยๆเพิ่ม
         4. ฝึกให้รู้จักรอคอย คิดก่อนทำ ไม่วู่วาม ให้ใจเย็น หุนหันพลันแล่นให้น้อยลง เช่น ให้เด็กพูดกับตัวเองในใจก่อนจะมีการกระทำ
         5. บอกเด็กล่วงหน้า มีตารางเวลาที่แน่นอน และปฏิบัติอย่างคงเส้นคงวา
         6. ส่ง เสริมให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อตัวเอง ด้วยความเข้าใจ รับฟัง ไม่ตำหนิ ประณามหรือดุด่า              สอนให้มีทักษะในการเข้าสังคมและมารยาทให้ดีขึ้น
         7. อาจต้องสอนพิเศษ ให้ความสนใจในวิชาที่อ่อน ในเด็กที่มีปัญหาการเรียนร่วมด้วย
         8. แก้ไขอารมณ์และพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น ความก้าวร้าว ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลเป็นต้น
         9. ทั้ง 8 ข้อข้างต้น ต้องทำร่วมกันในบุคคลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เมื่อเด็กสมาธิสั้นโตขึ้นจะเป็นอย่างไร
         
          ถ้ารักษา เด็กก็มีโอกาสเรียนหนังสือได้ดีขึ้น รู้สึกต่อตัวเองดีขึ้น เข้าสังคมได้มากขึ้น จะต้องรับประทานยานานเท่าไร?
ยังไม่มีใครตอบได้ แพทย์จะใช้วิธีหยุดยาแล้วดูอาการ ถ้าเป็นอีกก็คงต้องรับประทานต่อไปเรื่อยๆ เด็กที่เป็นโรคนี้ประมาณครึ่งหนึ่ง อาการสมาธิสั้นยังคงติดตัวไปจนเป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ส่วนมากแล้วอาการซนจะหายไป แต่ถ้าไม่รักษา เด็กมีแนวโน้มเติบโตไปในเส้นทาง
ของความก้าวร้าว เกเรและติดยาเสพติดได้มาก

ปัญหาของเด็กสมาธิสั้น

         เด็กสมาธิสั้นมีลักษณะไม่อยู่นิ่ง วอกแวกง่านหยุกหยิก จับโน่นจับนี่ ลุกไปมาบ่อยๆ ซนมาก ชอบแซงคิวทำอะไรไม่ค่อยสำเร็จ อารมณ์วู่วามหุนหันพลันแล่น ลักษณะเหล่านี้มีมาตั้งแต่เกิด ซึ่งสร้างความเครียดความกดดันให้พ่อแม่ไม่น้อย เมื่อเด็กเข้าโรงเรียน พ่อแม่และครูมักจะพยายามตีกรอบให้เด็กปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ทำให้เด็กมีความอึดอัดมากพ่อแม่และครูควรเข้าใจว่าลักษณะเหล่านี้เป็น ธรรมชาติของเด็กสมาธิสั้น หากต้องการให้เด็กทำงานได้สำเร็จหรือเรียนได้ดีขึ้นควรหาที่เงียบ ๆ ให้เด็กได้ทำงานและแบ่งงานให้เด็กทำใช้เพียงสั้น ๆ ในสายตาของพ่อแม่และครูมักจะมองว่าเด็กเป็นคนก้าวร้าวไม่เชื่อฟัง การดุด่าว่ากล่าวรุนแรงจะทำให้เด็กขาดความภาคภูมิใจในตนเอง
และโตขึ้นอาจจะ ชอบต่อต้านคนอื่น ทำตัวเป็นนักเลงอันธพาลได้ ดังนั้นหากพบเด็กสมาธิสั้นควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา ซึ่งเด็กสมาธิสั้นส่วนใหญ่จะมีสติปัญญาปกติ หากเด็กได้รับการรักษาและส่งเสริมที่ดี ก็จะทำให้เด็กมีอนาคตที่ดีได้

 



 
 
 
 
 
 
 
 
| หน้าหลัก | มูลนิธิในเครือ | รู้จัก ACSP | เกี่ยวกับผู้อำนวยการ | โครงสร้างบริหาร | แผนผังเวปไซด์ | ติดต่อโรงเรียน
419/1389 Theparak Rd Theparak Muang SamutprakarnTel : 0-2384-7491-6 Fax : 0-2384-0445 E-mail : acsp@acsp.ac.th
Copyright © 2010 Network Center, Assumption Samutprakarn School. All rights reserved.